Taylor Swift Miss Americana | มิส อเมริกาน่า (2020)

      Comments Off on Taylor Swift Miss Americana | มิส อเมริกาน่า (2020)

Taylor-Swift-Miss-Americana (2020)

Taylor Swift ชื่อนี้ที่ทุกคนต้องเคยฟังเพลงของสาวคนนี้อย่างแน่นอน สารคดี เว็บดูหนังออนไลน์ เรื่องนี้ มีอะไรมากกว่าการยำรวมมิตรฟุตเทจคอนเสิร์ตของเทย์เลอร์ สวิฟต์ หรือพรรณาถึงความสามารถของศิลปินหญิงคนนี้ มันพูดถึงชีวิตเด็กสาวที่วิ่งตามความฝันแบบ coming-of-age การกลั่นแกล้งกันในโลกออนไลน์ (cyberbullying) การถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับรูปร่างและความสัมพันธ์ การถูกคุกคามทางเพศ และเปิดปากพูดถึงการเมืองอย่างตรงไปตรงมา 

สารคดี Documentary Taylor Swift Miss Americana กำกับโดย Lana Wilson เป็นสารคดีที่จะเผยแง่มุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของเทย์เลอร์ สวิฟต์ในบทบาทนักแต่งเพลง ศิลปินผู้เฉิดฉายบนเวที และสตรีผู้ยืนหยัดเพื่อเสียงของเธอ ถ้าเพื่อนๆชื่นชอบศิลปินคนนี้ และรักในเสียงเพลงของเขา เราไปอ่านกันต่อเลยค่ะ

Taylor-Swift-Miss-Americana

หนังเปิดเรื่องด้วยสวิฟต์นั่งอยู่ริมหน้าต่าง อวดไดอารี่ที่เธอเขียนไว้ตั้งแต่อายุ 13 ปีมีข้อความบนปกว่า “ชีวิตของฉัน อาชีพของฉัน ความฝันของฉัน และความจริงของฉัน” แม้หนังสารคดีของ Netflix เรื่องนี้ที่กำกับโดย ลานา วิลสัน จะสั้นเพียง 85 นาที แต่ก็ยาวเพียงพอจะครอบคลุมแง่มุมที่หลากหลายในชีวิตของเทย์เลอร์ สวิฟต์ โดยเล่าเรื่องราวหลักในระหว่างที่เธอออกทัวร์อัลบั้ม Reputation มาจนถึงการทำอัลบั้ม Lover สลับกับการแฟลชแบ็กกลับไปสู่เหตุการณ์ต่างๆ ช่วงแรกๆ ของหนังเล่าถึงการแจ้งเกิดอย่างรวดเร็วในฐานะศิลปินคันทรี่วัย 15 ที่ค่อยๆ ผันตัวมาเป็นศิลปินเพลงป๊อปแถวหน้าในช่วงเวลาไม่กี่ปีหลังจากนั้น พร้อมขยายฐานแฟนเพลงกว้างขึ้น ยอดขายสูงขึ้น และรางวัลที่มากขึ้น “ตอนนั้นฉันเป็นหญิงสาวที่ทุกคนอยากเป็น” แน่นอนว่าความดังที่ถาโถมสู่ตัวเธอนั้นมาพร้อมกับ ‘Hater’ หรือกลุ่มคนเกลียด ฉากดราม่าแรกเริ่มต้นที่เวทีแจกรางวัล VMA ในปี 2009 ขณะที่สวิฟต์กล่าวรับรางวัล Best Female Artist Video จากเพลง “You Belong With Me” คานเย เวสต์ เดินขึ้นเวทีไปแย่งไมค์มาจากเธอพร้อมกล่าวว่า “เทย์เลอร์ ผมดีใจกับคุณนะ เดี๋ยวผมให้คุณพูดต่อ แต่ผมว่าวิดีโอของบียองเซ่นั้นดีที่สุด” แม้เวสต์จะถูกโห่จากคนดูในฮอลล์ แต่เราเห็นได้ชัดว่าเทย์เลอร์ในวัย 19 รู้สึกอับอายและทำอะไรไม่ถูกบนเวที (ภายหลังสวิฟต์บอกว่าเธอคิดว่าคนดูโห่เธอ) จะบอกว่านั่นคือหนึ่งในการกลั่นแกล้งที่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ดนตรี

มิส อเมริกาน่า

     จากนั้นสวิฟต์ก็ถูกโจมตีอีกระลอกจากคานเย เวสต์ ด้วยการทำเพลง “Famous” ด้วยประโยคที่ว่า “I made that bitch famous” ตามด้วยทวีตสุดร้อนแรงที่ชาวเน็ตพากันติดแฮชแท็ก #TaylorSwiftIsOverParty (ปาร์ตี้ฉลองจุดจบของเทย์เลอร์ สวิฟต์) ในปี 2016 สวิฟต์กล่าวในหนังว่า “ไม่มีใครให้ฉันโทรหาเลยสักคน” และนั่นทำให้เธอตัดสินใจหายตัวไปจากวงการนานถึงหนึ่งปีเต็ม ก่อนจะกลับมาพร้อมอัลบั้ม Reputation ในปี 2017 ในช่วงหนึ่งของสารคดีเรื่องนี้ ยังแสดงให้เห็นการที่สวิฟต์ถูกสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ถึงรูปร่างของเธอว่าผอมไปบ้าง อ้วนขึ้นบ้าง จนส่งผลให้เธอมีพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ (eating disorder) อยู่พักหนึ่ง ต่อด้วยเรื่องของการถูกคุกคามทางเพศตั้งแต่ปี 2013 (ก่อนที่จะมี #MeToo เสียอีก) ในตอนนั้นสวิฟต์ถูกนักจัดรายการวิทยุ เดวิด มูลเลอร์ จับบั้นท้ายขณะยืนถ่ายภาพหน้าแบ็กดรอปจนเป็นข่าวใหญ่โต มูลเลอร์ถูกไล่ออกและฟ้องสวิฟต์ เธอฟ้องกลับและชนะในปี 2017 แม้คดีความจะจบลงแล้ว แต่สิ่งที่สวิฟต์กล่าวในหนังสะท้อนให้เห็นว่าสังคมยังคงมองผู้หญิงเป็นเบี้ยล่าง “สิ่งแรกที่ฉันถูกซักในศาลคือ ทำไมคุณไม่ร้องตะโกนล่ะ ทำไมคุณไม่แสดงความรู้สึกเร็วกว่านั้น ทำไมคุณไม่ขยับตัวให้ห่างจากเขาล่ะ” สวิฟต์กล่าวถึงเหตุการณ์ในศาลด้วยความรู้สึกเจ็บปวด

สิ่งหนึ่งที่ชอบในภาพยนตร์สารคดี Netflix เรื่องนี้ คือ เบื้องหลังการแต่งเพลงของเธอ ที่ทำให้เราได้เห็นถึงความเป็นศิลปินของจริง บางเพลงที่เคยฟังแล้วชอบจนถึงขั้นต้องไปหาฟังซ้ำ เพราะได้เข้าใจความหมายของการแต่งเพลงของเธอมากขึ้น ที่เธอได้บอกเล่าผ่านเรื่องราวในภาพยนตร์ รวมทั้งทัศนคติและมุมมองในการใช้ชีวิตของเธอ สำหรับใครที่ชื่นชอบเพลงและผลงานของ Taylor Swift อยู่แล้ว ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ แนะนำว่าห้ามพลาดโดยเด็ดขาดค่ะ